คอร์ส GRAMMARเพื่อการสนทนา  ส่วนที่1/2 จากทั้งหมด2ส่วน (13Units/ประมาณ26ชั่วโมง)

ราคาส่วนที่1นี้คือ 1,990บ. (2Units) ระยะเวลาเรียน 1 เดือน เรียนได้ทั้งครอบครัวตลอด24ชั่วโมง

ส่วนที่2ราคา7,990บ. เรียนได้นาน2เดือน แต่หากสมัครพร้อมกันทั้ง2ส่วน ราคา 8,990บ. เรียนได้นาน3เดือน

เหมาะกับนักเรียน นักศึกษา และวัยทำงาน หรือผู้ที่ต้องใช้ภาษาอังกฤษในการพูดสื่อสารกับชาวต่างชาติเป็นประจำ

เนื้อหาทั้ง2ส่วนประกอบด้วย

Tenses 8Tenses เฉพาะที่ต้องใช้ในการพูดจริง พร้อมตัวอย่างและแบบฝึกหัดการสร้างประโยคโดยใช้Tenseทั้ง8Tensesนี้

Irregular Verbs เน้นแก้ไขความเข้าใจผิดในการใช้งานและเสริมความรู้ในมุมของการทำข้อสอบ

Pronouns ปัดฝุ่นการใช้สรรพนามใหม่ทั้งหมด เพื่อใช้เป็นพื้นฐานการเขียนและการพูดที่ราบรื่น

There is/There are / There has been/There have been กับ It is/It has been แตกต่าง/วิธีใช้

Some & Any นับได้ นับไม่ได้ ร้องขอ ปฏิเสธ คำถาม ใช้เมื่อไหร่ อย่างไร

Adverb of Frequency ความหมาย และ ตำแหน่งในประโยค

Passive Voice คืออะไร ทำไม เมื่อไหร่ และ อย่างไร

Adjective & Adverb คืออะไร ใช้งานยังไง วิธีดูว่าเป็น Adj & Adv โดยไม่ต้องท่องทุกคำ

Subject-Verb Agreement คืออะไร ทำไมถึงเป็นเรื่องที่สำคัญอันดับต้นๆรองจากTenses ศึกษาแบบเจาะลึก นำไปเขียนและนำไปพูดสื่อสารได้อย่างถูกต้องมั่นใจไม่ "BROKEN"

Question Tag จะพูดเชิงประชดประชันอย่างไร ฉงนสงสัยไม่มั่นใจ พูดยังไง

Relative Pronoun เมื่อไหร่ who, whom, whose, which, that และ Adjective clause คืออะไร แล้ว Reduced Adjective clause คืออะไร ต่างกันและใช้งานยังไง มันดีกว่าแบบไม่ลดรูปจริงหรอ?

Gerund & Infinitive คืออะไร ทำไม เมื่อไหร่ ถึงต้อง V.ing และ To + V.1หละ จะเอายังไงกันแน่?

Modal Verb ทำไมภาษาโบราณอย่าง You ought to know by now how much I love you. ถึงได้กินใจคนทั้งโลก ต่างกับ You should, You'd better, You're supposed to, You should haveยังไง

Comparison คำว่า ฉลาด ฉลาดกว่า ฉลาดที่สุด ใครฉลาดกว่าใคร ใครไม่ฉลาดกว่าใคร พูดยังไง ทำไมคุณWarren Buffett ถึงพูดว่า The more you learn, the more you'll earn. มันใช้งานยังไง 

If Clause ถ้าตอนนี้ผมเป็นคุณผมจะไม่ทำอะไรอย่างนั้นเลย ภาษาอังฤษเค้าพูดกันยังไง

Vocab for Everyday Use อีก 1,000คำ พร้อมคำแปลและPart of Speech

Sentence Composing แบบฝึกหัดฝึกสร้างประโยค โดยนำไวยากรณ์ทั้งหมดที่เรียนมาประยุกต์ใช้ให้คล่อง เพื่อให้เขียนได้และพูดได้จริง แล้วอย่างนี้จะมาประโคมกันว่า ไม่ต้องเรียนไวยากรณ์ไม่ต้องท่องศัพท์ก็พูดอังกฤษได้อย่างคล่องแคล่ว อย่าเอาความง่าย(effortless) มาหลอกขายคนไทยด้วยกันเลย

ไวยากรณ์ที่ใครๆก็ว่ายากและน่าเบื่อ กลับกลายเป็นเรื่องที่ไม่ยากและสนุกได้อย่างไร ขอเพียงนำไปประยุกต์ใช้เป็น ฝันที่จะพูดได้จริงเหมือนใครๆก็ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป

This fabulous course is brought to you by Teacher TONY CHAI - 100% Thai-Canadian.

Copyright-All Rights Reserved!

ข้อเท็จจริงที่ควรทราบเกี่ยวกับไวยากรณ์และการเรียนหรือการฝึกภาษาที่2

คุณจะพูดได้อย่างคล่องแคล่วโดยไม่ต้องรู้หลักไวยากรณ์ใดๆเลย รวมทั้งไม่มีความจำเป็นต้องท่องคำศัพท์ใดๆทั้งสิ้น ก็ต่อเมื่อ

1. คุณเกิดในครอบครัวที่มีพ่อแม่พูดภาษาอังกฤษด้วยตั้งแต่แรกเกิด

2. คุณใช้ชีวิตและเติบโตในประเทศที่พูดภาษาอังกฤษตั้งแต่เล็ก

3. คุณได้ใช้ชีวิตกินอยู่กับคู่ครองเป็นเจ้าของภาษา(อย่างใกล้ชิด)เป็นเวลาอย่างน้อย7-10ปีขึ้นไป

ยกตัวอย่างบุตรสาววัย3ขวบครึ่งของTeacher TONY CHAI ยังไม่เคยไปต่างประเทศ ยังไม่ได้เรียนโรงเรียนอินเตอร์ แต่พูดภาษาอังกฤษได้คล่องแคล่วเหมือนเจ้าของภาษาโดยที่ไม่รู้หลักไวยากรณ์ใดๆเลยและไม่เคยท่องศัพท์แม้แต่คำเดียว เหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะมีพ่อแม่ที่พูดภาษาอังกฤษด้วยตลอดเวลาทำให้เด็กไม่รู้สึกว่าภาษาอังกฤษเป็นภาษาแปลกปลอม (Foreign Language) 

ในกรณีเด็กตั้งแต่10ขวบจนถึงวัยผู้ใหญ่ที่เติบโตในประเทศไทยโดยไม่ได้มีพ่อแม่พูดภาษาอังกฤษ ภาษาอังกฤษถือเป็นภาษาแปลกปลอมที่เข้ามาแบ่งปันพื้นที่ภาษาไทยซึ่งเป็นภาษาหลักแบบ100% การจะให้พูดได้จำเป็นต้องอาศัยการศึกษาหลักไวยากรณ์เพื่อให้เข้าใจโครงสร้างของภาษา และจำเป็นต้องเรียนรู้ท่องจำคำศัพท์อย่างน้อยในบริบทที่จำเป็นต้องใช้จริง เช่นเฉพาะการสนทนาในชีวิตประจำวัน หรือการสนทนาในที่ทำงาน หรือภาษาอังกฤษเฉพาะบางกลุ่มอาชีพเป็นต้น

ภาษาไทยเป็นภาษาในกลุ่มภาษาคำโดด การสร้างประโยคเป็นไปแบบง่ายๆโดยนำคำศัพท์มาเรียงกันตามความหมายเช่น "เมื่อวานนี้ฉันกินข้าวเย็นกับเพื่อนๆของฉันหลายคนผู้ซึ่งเพิ่งกลับจากอเมริกาเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว"

พอเป็นภาษาอังกฤษซึ่งเป็นภาษาแบบกลุ่มคำ+เงื่อนเวลาเฉพาะ จะพบว่าไม่สามารถนำคำศัพท์มาเรียงกันตามความหมายได้ ให้ลองวิเคราะห์ประโยคภาษอังกฤษนี้กับประโยคภาษาไทย "Yesterday I had dinner with my many of my friends who just came back from America last week."

จะเห็นว่า 

1. คำว่า กิน พอเป็นภาษาอังกฤษต้องเปลี่ยนเป็น had จะใช้ have ไม่ได้เพราะเงื่อนเวลาในอดีตบังคับอยู่

2. คำว่า ข้าวเช้า ข้าวกลางวัน ข้าวเย็น พอเป็นภาษาอังกฤษต้องเปลี่ยนคำศัพท์เป็น Breakfast Lunch Dinner จะแค่นำคำว่า ข้าว มาต่อกับคำว่า เช้า กลางวัน เย็น แบบภาษาไทยไม่ได้ ทั้งๆที่ก็มีคำว่า Rice Morning Noon Evening เหมือนๆกัน

3. คำว่า เพื่อนๆของฉัน พอเป็นภาษาอังกฤษต้องเลือกใช้ระหว่าง much กับ many และคำว่า friend ก็ต้องพิจารณาว่าเป็นนามนับได้หรือนามนับไมได้ จะเติมแค่ s หรือต้องเติม es ต่างกับภาษาไทยซึ่งใช้แค่การซ้ำคำ เพื่อนเพื่อน ต่อกับคำว่า หลายคน ซึ่งซับซ้อนน้อยกว่ามาก

4. คำว่า ผู้ซึ่ง พอเป็นภาษาอังกฤษต้องเลือกใช้ระหว่าง who whom whose ขึ้นอยู่กับโครงสร้างของประโยคและความหมายเป็นสำคัญ

5. คำว่า กลับจาก พอเป็นภาษาอังกฤษต้องเลือกใช้ระหว่าง come กับ came

สรุป: จากประโยคตัวอย่างสั้นๆทำให้เห็นว่า หากคุณไม่ได้อยู่ในเงื่อนไข3ข้อที่กล่าวมาแล้ว การจะพูดภาษาอังกฤษได้จำเป็นต้องมีโครงไวยากรณ์(Grammar), ต้องรู้สำนวน+กลุ่มคำ(Collocation&Phrasal verb) และต้องมีคลังคำศัพท์ที่มากพอ(Lexicon) 

คอร์ส SPEAK ENGLISH@HOMEนี้ ถูกออกแบบโดยอิงหลักการที่ได้ผลจริง เพื่อช่วยให้คนไทยโดยทั่วไปพูดได้จริง ขอเพียงหมั่นทบทวน ฝึกสร้างประโยค และฝึกออกเสียงซ้ำๆ ฝึกก่อนนอนทุกวันให้คุณหลับไปกับสิ่งที่คุณฝึก จนภาษาอังกฤษเข้าไปในจิตใต้สำนึก ในที่สุดจะถึงจุดที่บทสนทนาในฝันเป็นภาษาอังกฤษ และวันที่คุณจะพูดได้อย่างคล่องแคล่วก็จะเป็นจริง 

การฝึกพูดถือเป็นทักษะที่ต้องอาศัยความชำนาญ ขอให้ใช้วิจารณญาณกับคำโฆษณาชวนเชื่อเรื่องไม่ต้องเรียนไวยากรณ์ ไม่ต้องท่องคำศัพท์ ความง่าย ความเร็ว การไม่ต้องใช้ความพยายาม ล้วนตรงข้ามกับหลักการเรียนภาษาที่สองโดยสิ้นเชิง